

สุขพอที่พ่อสอน สุขแบบพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ แอปพลิเคชั่นดีๆที่คนไทยควรมี สำนักราชเลขาธิการ ร่วมกับ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทคัดตัดตอน เผยแพร่ในแอปพลิเคชั่น “สุขพอที่พ่อสอน” โดยแบ่งเป็น 9 หมวดหมู่ ได้แก่ การศึกษา ความยุติธรรม รู้รักสามัคคี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ประโยชน์ส่วนรวม การพัฒนา ความพอเพียง คุณธรรมจริยธรรม ความสุขและความปรารถนาดี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิม พระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2557 แอปพลิเคชั่น “สุขพอที่พ่อสอน” นี้ เผยแพร่เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดความสุขที่แท้จริงอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายเรื่องค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ซึ่งในข้อ 9 คือ มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โหลดแอปพลิเคชั่น สุขพอที่พ่อสอน คลิก
วิธีคิดของในหลวงเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมต่างๆ อย่างฝนหลวง ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพ และความสนพระราชหฤทัยอย่างจริงจังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้จริง รู้ไหมว่าพระองค์ทรงทำการทดลองวิจัยด้วยพระองค์เอง รวมทั้งได้พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อทำการทดลองปฏิบัติการฝนหลวง พระเมตตาธรรม ระยะเวลาที่ทรงมานะบากบั่น อดทนด้วยพระวิริยอุตสาหะ เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง”(Artificial rain) ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้วยความสำเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีการก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป เพื่อนๆเคยสงสัยไหมว่าแนวคิดการทำ ฝนหลวงนั้น มีที่มาและขั้นตอนการทำเช่นไร? Studio7 จะสรุปขั้นตอนสั้นๆเข้าใจง่านในการทำฝนหลวง ให้เพื่อนๆได้รู้และเข้าใจกัน ขั้นตอนการทำฝนหลวง มีทั้งหมดด้วยกัน 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง : “ก่อกวน” ใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆฝน ในระยะต่อมาวิธีการคือ โปรยสารเคมีที่ก่อให้เกิดกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศได้แก่ เกลือแกง ที่ความสูงประมาณ 7,000 ฟุต ความชื้นหรือไอน้ำจะดูดซับเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือ แล้วรวมตัวกันเกิดเป็นเมฆที่จะพัฒนาเจริญขึ้นเป็นเมฆก้อนใหญ่ที่อาจสูงถึง 10,000 ฟุต ขั้นตอนที่สอง : “เลี้ยงให้อ้วน” เลี้ยงก่อนเมฆให้อ้วนด้วยแคลเซียมคลอไรด์ เพื่อให้เมฆหนาแน่นขึ้น แล้วเริ่มกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เป็นการเพิ่มแกนเม็ดไอน้ำให้กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากขึ้น ใช้สารเคมีผงแคลซียมคลอไรด์โปรยเข้าไปที่กลุ่มเมฆที่มีความสูงประมาณ 8,000 ฟุต หรือสูงกว่าฐานเมฆประมาณ 1,000 ฟุต ขั้นตอนนี้สามารถเร่งกิจกรรมการกลั่นตัวของไอน้ำได้เร็วกว่าที่จะปล่อยให้เจริญขึ้นเองตามธรรมชาติ เมฆใหญ่อาจจะก่อยอดขึ้นถึงระดับ 15,000 ฟุต ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นส่วนของเมฆอุ่น แต่ในบางครั้งยอดเมฆอาจจะสูงถึง 20,000 ฟุต ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของเมฆเย็น (เริ่มตั้งแต่ประมาณ 18,000 ฟุต) ขั้นตอนที่สาม : “โจมตี” ขั้นตอนสุดท้ายของการทำฝนเทียม เมื่อเมฆหนาตัวขึ้นก็ได้เวลาเร่งบังคับให้เกิดฝน และขับเครื่องบินเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย ขณะที่เมฆเจริญเติบโตขึ้นจนเริ่มแก่ตัวจัดจนฐานเมฆลดระดับต่ำลงประมาณ 1,000 ฟุต และเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย ขอขอบคุณแหล่งอ้างอิง http://www.manager.co.th ขอขอบคุณแหล่งอ้างอิง…
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กับกล้องถ่ายรูปส่วนพระองค์ พระราชกรณียกิจอดิเรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดมากอีกประการหนึ่งก็คือ กล้องถ่ายรูปและการถ่ายภาพ และนั้นคือภาพที่เราคุ้นตาและเห็นอยู่บ่อยๆ ตามสื่อโทรทัศน์ หรือสิ่งพิมพ์ ทุกครั้งที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่แห่งไหน ทรงพกกล้องถ่ายภาพไปด้วยทุกๆที่ จึงเป็นภาพที่ตราตรึงพสกนิกรขาวไทยไม่เคยลืม… โดยพระราชอัธยาศัยโปรดการถ่ายภาพนี้ทรงได้ต้นแบบมาจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ได้ทรงสนพระทัยมาตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 8 พรรษา ในระยะแรกแม้จะทรงไม่ประสบความสำเร็จในการถ่ายภาพนัก แต่ทรงศึกษาด้วยตัวเอง จนเป็นนักถ่ายรูปผู้มีพระปรีชาสามารถยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น กล้องธรรมดา หรือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ และวันนี้ Studio7 จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับกล้องถ่ายรูปส่วนพระองค์ให้ได้รู้จักกัน… Contax II กล้องถ่ายรูปส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นกล้องตัวแรก คือ กล้องคอนแท็กซ์ทู ผลิตในประเทศเยอรมนี เป็นกล้องส่วนพระองค์เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระอนุชา เสด็จตามพระเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล กล้องนี้เป็นกล้องเดียวกันที่พระองค์ทรงฉายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อแรกครั้งที่ยังทรงมีฐานันดรศักดิ์เป็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม กรุงเทพฯ เมื่อ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 Coronet Midget ราวปีพุทธศักราช 2479 สมเด็จพระบรมราชชนนีได้พระราชทานกล้องถ่ายรูป Coronet Midget ของฝรั่งเศส ราคา 2 ฟรังก์สวิส แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กล้องนี้ใช้ฟิล์มราคา 25 เซนต์ Kodak Vest Pocket Montreux ลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยม ตากล้องในยุคนั้นเรียกว่า Minibox ใช้ฟิล์มถ่ายได้ม้วนละ 6 ภาพ Linhof กล้องชั้นเยี่ยมที่ผลิตจากประเทศเยอรมนี ทรงเริ่มทดลองนำมาบันทึกภาพ แต่ไม่เหมาะกับพระหัตถ์ของพระองค์ เนื่องจากมีขนาดใหญ่มากเกินไป Hasselblad กล้องถ่ายภาพมืออาชีพผลิตในประเทศสวีเดน เป็นกล้อง SLR หรือ Single Lens Reflex ใส่เลนส์คุณภาพสูงยี่ห้อ Carl Zeiss ของเยอรมนี ใช้ฟิล์มเบอร์ 120 เป็นกล้อง…
บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ หรือ บริษัทในกลุ่ม ใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ ดูรายละเอียดนโยบายความเป็นส่วนตัว และจัดการการตั้งค่าคุ๊กกี้ส่วนตัวโดยคลิก ตั้งค่า